ยาคุมห้ามกินกับอะไรบ้าง

สาวยุคใหม่ต้องรู้! ยาคุมห้ามกินกับอะไรบ้าง? เช็กเลยก่อนพลาด

          ยาคุมกำเนิด (Contraceptive Pills) เป็นหนึ่งในวิธีการคุมกำเนิดที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ด้วยความสะดวกในการใช้งานและประสิทธิภาพที่สูงหากใช้อย่างถูกวิธี หลายคนเลือกกินยาคุมไม่ใช่แค่เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์เท่านั้น แต่ยังใช้เพื่อควบคุมฮอร์โมน ลดสิว หรือจัดการกับปัญหาประจำเดือน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของผู้หญิงในยุคนี้ แต่สิ่งที่หลายคนอาจยังไม่รู้ก็คือ อาหารบางประเภท ยาบางชนิด หรือแม้กระทั่งสมุนไพรจากธรรมชาติบางอย่าง อาจเข้าไปรบกวนการทำงานของยาคุมได้โดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้ยาคุมไม่สามารถออกฤทธิ์ได้อย่างเต็มที่ และนำไปสู่ผลข้างเคียงที่กระทบต่อร่างกายในระยะยาว เพราะฉะนั้น สาวยุคใหม่ที่เลือกใช้ยาคุมจำเป็นต้องรู้ให้ชัดว่ามีอะไรบ้างที่ไม่ควรกินร่วมกับยาคุม

          เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว บทความนี้ Helena Thailand จะพาไปทำความเข้าใจอย่างละเอียดกัน ว่ามีอะไรบ้างที่ควรเลี่ยงเมื่อกินยาคุม พร้อมแนะแนวทางป้องกันที่สามารถทำได้ง่าย ๆ และวิธีใช้งานยาคุมอย่างถูกต้อง เพื่อให้ทุกคนมั่นใจ ปลอดภัย และใช้ยาคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในทุกวัน

ยาคุมคืออะไร?

ยาคุมคืออะไร? มือใหม่หัดกินต้องรู้!

          ยาคุมกำเนิดเป็นยาในกลุ่มฮอร์โมน ที่ช่วยยับยั้งการตกไข่และเปลี่ยนแปลงเยื่อบุโพรงมดลูกไม่ให้เหมาะต่อการฝังตัวของตัวอ่อน รวมถึงทำให้เมือกบริเวณปากมดลูกหนาขึ้นจนตัวอสุจิเข้าไปได้ยาก ซึ่งยาคุมกำเนิดมี 3 ชนิด คือ ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดี่ยว และยาคุมกำเนิดชนิดเม็ดแบบฉุกเฉิน

  • ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม (Combined Oral Contraceptive – COC) จะประกอบด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสโตเจนรวมกันในเม็ดเดียว โดยยาคุมชนิดนี้จะมีประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์สูงมาก หากรับประทานอย่างสม่ำเสมอ และยังมีผลดีทำให้ประจำเดือนมาตรงเวลาอย่างสม่ำเสมอ และอาจปวดประจำเดือนน้อยลงได้
  • ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดี่ยว (Progestrogen-only pills – POP) จะมีฮอร์โมนโพรเจสเตอโรนเพียงอย่างเดียว ยาคุมชนิดนี้ในหนึ่งแผงจะมีทั้งหมด 28 เม็ด รับประทานได้ทุกวันโดยไม่ต้องหยุด เมื่อรับประทานหมดแล้วก็สามารถรับประทานแผงใหม่ต่อได้เลย เป็นชนิดที่ผลิตออกมาเพื่อลดอาการข้างเคียงจากฮอร์โมนเอสโตรเจน
  • ยาคุมกำเนิดชนิดเม็ดแบบฉุกเฉิน (Emergency contraception pill) มักใช้เฉพาะในยามฉุกเฉิน เช่น ถุงยางแตก หรือรั่ว เป็นต้น

               ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน หากใช้อย่างถูกวิธี จะสามารถคุมกำเนิดได้มากถึง 91-99% แต่ปัจจัยหนึ่งที่หลายคนมองข้ามคือสิ่งที่ห้ามกินร่วมกับยาคุม ซึ่งอาจลดประสิทธิภาพของยาได้

ยาคุมห้ามกินคู่กับอะไรบ้าง

ยาคุมห้ามกินคู่กับอะไรบ้าง ถ้าไม่อยากเสี่ยง?

  1. ยาปฏิชีวนะบางชนิด

               แม้จะมีเพียงบางกลุ่ม แต่ก็ไม่ควรมองข้าม เพราะอาจทำให้ระดับฮอร์โมนในร่างกายแปรปรวนได้ เพราะยาปฏิชีวนะเป็นกลุ่มยาที่มีความเสี่ยงสูงในการลดประสิทธิภาพของยาคุม โดยเฉพาะ Rifampin และ Rifabutin ที่ใช้รักษาวัณโรค รวมถึง Griseofulvin ที่ใช้รักษาเชื้อราที่เล็บและผิวหนัง ยาเหล่านี้จะเร่งการทำลายฮอร์โมนในยาคุม ทำให้ระดับฮอร์โมนในเลือดลดลงและอาจทำให้ตั้งครรภ์ได้

         นอกจากนี้ยังมียาปฏิชีวนะอื่น ๆ อย่าง Penicillin, Amoxicillin, Tetracycline และยาต้านเชื้อราอื่น ๆ  เช่น Fluconazole (Diflucan) หรือ Ketoconazole แม้ว่าจะมีผลกระทบน้อยกว่า แต่ก็ยังอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของยาคุมได้ หากใครที่กินยาคุมอยู่แล้วต้องการใช้ยาปฏิชีวนะเหล่านี้จริง ๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อความปลอดภัย และใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นเสริมไปด้วย เช่น ถุงยางอนามัย

 

  1. ยากันชัก และยารักษาโรคลมชัก

               ยากลุ่มนี้บางตัวเร่งการเผาผลาญฮอร์โมน ทำให้ระดับฮอร์โมนในเลือดลดลง และส่งผลต่อระบบเมตาบอลิซึมของตับที่ย่อยสลายฮอร์โมนในยาคุมเร็วขึ้น เช่น Carbamazepine, Phenytoin, Phenobarbital, Topiramate และ Primidone ฉะนั้นสาว ๆ คนไหนที่ต้องใช้ยาตัวนี้ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาวิธีการคุมกำเนิดที่เหมาะสม เช่น การฉีดยาคุม หรือใส่ห่วงอนามัย

 

  1. สมุนไพรบางชนิด

         สมุนไพรตัวฮิตสำหรับคนที่มีอาการซึมเศร้าอย่าง เซนต์จอห์นวอร์ต (St. John’s Wort) อาจทำให้ประสิทธิภาพของยาคุมลดลงถึง 50% เนื่องจากตัวยาไปกระตุ้นเอนไซม์ในตับให้เร่งการสลายฮอร์โมน (สมุนไพรตัวนี้สามารถพบได้ในชาสมุนไพร อาหารเสริม หรือผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพบางชนิด ควรอ่านฉลากให้ละเอียด) สาว ๆ คนไหนที่จะใช้ยาสมุนไพรเหล่านี้ควบคู่กับการกินยาคุมไปด้วยควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้งานเพื่อความปลอดภัย

 

  1. ยารักษาเอชไอวี (HIV) บางชนิด

               ยาต้านไวรัสบางตัวอาจรบกวนการทำงานของฮอร์โมนในยาคุมได้ เช่น Ritonavir, Lopinavir และ Nevirapine ยาเหล่านี้อาจเพิ่มหรือลดระดับฮอร์โมนในเลือด ทำให้เกิดผลข้างเคียงหรือลดประสิทธิภาพของยาได้ หากใครที่อยู่ในกลุ่มผู้มีภาวะติดเชื้อ HIV และต้องการใช้ยาคุมกำเนิด ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกทางเลือกที่เหมาะสม

 

  1. ยาลดกรด และยารักษาแผลในกระเพาะอาหาร

               ยาบางชนิดในกลุ่ม antacid, Sucralfate หรือยาเคลือบกระเพาะ อาจลดการดูดซึมของยาคุมได้ หากทานใกล้เวลากันเกินไป แนะนำว่าควรเว้นระยะห่างอย่างน้อย 2 ชั่งโมง ก่อนหรือหลังการกินยาคุม

อาหารห้ามกินคู่กับยาคุม

อาหารห้ามกินคู่กับยาคุม ที่หลายคนอาจไม่รู้

  1. น้ำเกรปฟรุต

               แม้จะมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่เกรปฟรุตสามารถยับยั้งเอนไซม์บางชนิดในตับ ทำให้ยาคุมถูกเผาผลาญช้าลง และระดับฮอร์โมนในเลือดอาจสูงกว่าปกติ ซึ่งเสี่ยงต่อผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ ปวดหัว ปวดหน้าอกแบบรุนแรง หากพบอาการเหล่านี้ให้รีบพบแพทย์ทันที

 

  1. ถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง

               ในถั่วเหลือง เช่น น้ำนมถั่วเหลือง เต้าหู้ เทมเป้ หรือโปรตีนจากพืช มักมีสารธรรมชาติชื่อว่า “ไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogen)” ซึ่งเป็นสารประกอบที่มีโครงสร้างคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนของมนุษย์ แม้ว่า ไฟโตเอสโตรเจน จะอ่อนกว่าฮอร์โมนเอสโตรเจนจริง แต่ถ้ากินในปริมาณมาก ๆ เป็นประจำอาจไปแทรกแซงหรือรบกวนการทำงานของยาคุมได้

 

  1. เครื่องดื่มแอลกอฮอล

               การดื่มแอลกอฮอล์ไม่ได้ลดประสิทธิภาพของยาคุมโดยตรง แต่ถ้าดื่มหนักจนเกิดอาการอาเจียนหรือท้องเสีย ภายใน 2-4 ชั่วโมงหลังจากการกินยาคุมไปแล้ว อาจทำให้ร่างกายยังดูดซึมยาไม่ทัน และเสี่ยงคุมกำเนิดไม่อยู่ได้ และอีกข้อที่ควรระวังคือ การดื่มแอลกอฮอล์บ่อย ๆ จะส่งผลต่อการทำงานของตับ ซึ่งเป็นอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญฮอร์โมนในยาคุมโดยตรง ถ้าตับทำงานผิดปกติอาจส่งผลให้ระดับฮอร์โมนแปรปรวน และลดประสิทธิภาพของยาคุมในระยะยาว

กินยาคุมกับวิตามิน และอาหารเสริมได้ไหม?
กินยาคุมกับวิตามิน และอาหารเสริมได้ไหม?
  • วิตามินซี (Vitamin C) หากกินในปริมาณสูงเกินไป (มากกว่า 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน) อาจเพิ่มการดูดซึมของฮอร์โมนจากยาคุมในระดับที่ทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ ปวดหัว หรือความเสี่ยงของการมีลิ่มเลือดได้
  • ถ่านกัมมันต์ (Activated Charcoal) หากกินเวลาใกล้กันหรือหลังจากกินยาคุม อาจทำให้ร่างกายดูดซึมยาไม่ทัน และทำให้ยาคุมไม่ออกฤทธิ์ได้ หากจำเป็นต้องรับประทานยาคุมคู่กับยาตัวนี้ ควรเว้นระยะอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง
  • ไฟเบอร์เสริม (Fiber Supplement) หากรับประทานพร้อมกับยาคุม อาจลดการดูดซึมได้เช่นกัน
  • กลูตาไธโอน ยาคุมกำเนิดอาจเสริมฤทธิ์การดูดซึมกลูตาไธโอน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงผลข้างเคียงอย่างการมองเห็นสีผิดปกติไป และกลูตายังอาจลดการดูดซึมยาคุมกำเนิดได้ด้วย
  • น้ำมันปลา ยาคุมกำเนิดบางชนิดอาจไปลดประสิทธิภาพการทำงานของน้ำมันปลาที่ช่วยในเรื่องการลดไขมันไตรกลีเซอไรด์
การกินยาคุมให้ปลอดภัยเมื่อต้องใช้ร่วมกับยาอื่น
รู้ก่อนใช้! การกินยาคุมให้ปลอดภัยเมื่อต้องใช้ร่วมกับยาอื่น
  1. รับประทานยาให้ตรงเวลาทุกวัน และไม่กินร่วมกับยาหรืออาหารที่อาจมีปฏิกิริยาต่อยาคุม จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงได้
  2. หากจำเป็นต้องกินยาคุมร่วมกับยาอื่นควรเว้นระยะห่างระหว่างยาชนิดอื่นอย่างน้อย 2 ชั่วโมง
  3. อ่านฉลาก และคำแนะนำของยาเสมอ โดยเฉพาะเมื่อเริ่มใช้ยาใหม่ อาหารเสริม หรือสมุนไพร
  4. ใช้วิธีคุมกำเนิดเสริม เช่น ถุงยางอนามัย หากมีการใช้ยาอื่นร่วมด้วยที่อาจลดประสิทธิภาพของยาคุม
  5. ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอว่ากำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง รวมถึงยาคุมกำเนิดด้วย

          แม้ว่ายาคุมจะเป็นตัวช่วยที่สะดวกและได้ผลในการคุมกำเนิดหรือปรับฮอร์โมน แต่ของที่กินร่วมด้วยก็สำคัญไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็น ยารักษาโรค สมุนไพร อาหารเสริม หรือแม้แต่เครื่องดื่มบางอย่าง ก็อาจทำให้ยาคุมลดประสิทธิภาพลงแบบไม่รู้ตัว แค่รู้ก่อนเลือกให้ถูก และเว้นระยะเวลาการกินอย่างเหมาะสม ก็ช่วยให้ยาคุมออกฤทธิ์เต็มที่ และปลอดภัยกับร่างกายของเรา สำหรับสาว ๆ ที่กินยาคุมเป็นประจำ อย่าลืมตรวจสอบก่อนการใช้งานทุกครั้งนะ และหากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม การปรึกษาแพทย์หรือเภสัชก็ยังคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด