วิ่งแล้วคันขา ผิดปกติไหม? ไขคำตอบที่นักวิ่งต้องรู้
สาว ๆ เคยไหมคะ ตั้งใจใส่รองเท้าออกไปวิ่งด้วยความมุ่งมั่น แต่ยังไม่ทันจะได้ฟีลเฮลตี้เต็มที่ กลับต้องสะดุดกับอาการวิ่งแล้วคันขายุบยิบจนเสียสมาธิ บางคนคันหนักเหมือนมีมดไต่ บางคนถึงขั้นเป็นผื่นแดง ทำให้หลายคนกังวลว่าเป็นเพราะผิวแพ้ เหงื่อสกปรก หรือร่างกายกำลังส่งสัญญาณผิดปกติอะไรอยู่หรือเปล่า
แต่เดี๋ยวก่อนอย่าเพิ่งตกใจไปนะคะ เพราะอาการวิ่งแล้วคัน หรือ ออกกำลังกายแล้วคันขา ส่วนใหญ่ไม่ได้อันตรายอย่างที่คิด มักเกิดจากกลไกตามธรรมชาติของร่างกายเมื่อเราเริ่มขยับตัว โดยเฉพาะนักวิ่งมือใหม่หรือคนที่เว้นการออกกำลังกายไปนานจนร่างกายปรับตัวไม่ทัน
บทความนี้ Helena Thailand จะพาไปทำความเข้าใจว่า ทำไมบางคนวิ่งแล้วคันขามาก อาการนี้เกิดจากอะไร ควรกังวลแค่ไหน และมีวิธีดูแลตัวเองอย่างไรเพื่อให้กลับมาวิ่งได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องพะวงกับอาการคันอีกต่อไป
วิ่งแล้วคัน เกิดจากอะไร?
สาเหตุหลักที่หลายคนมีอาการคันระหว่างวิ่งหรือหลังวิ่ง มักเกี่ยวข้องกับ การไหลเวียนเลือดที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อร่างกายเริ่มออกแรง หัวใจก็จะสูบฉีดเลือดแรงขึ้น เส้นเลือดฝอยบริเวณผิวหนังและกล้ามเนื้อจึงขยายตัว เพื่อพาออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย จังหวะที่เส้นเลือดขยายตัวนี่เอง อาจไปกระตุ้นปลายประสาทบริเวณผิว ทำให้เกิดความรู้สึกคันยุบยิบหรือเหมือนมีอะไรไต่ได้ ซึ่งพบได้บ่อยในคนที่เพิ่งเริ่มออกกำลังกาย หรือหยุดพักไปนานแล้วกลับมาวิ่งใหม่ ๆ
อีกหนึ่งตัวแปรสำคัญคือสารที่ชื่อว่า ฮีสตามีน (Histamine) ซึ่งร่างกายจะหลั่งสารนี้ออกมาเมื่อมีสิ่งกระตุ้นบางอย่าง โดยหน้าที่หลักคือช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวและเพิ่มการไหลเวียนเลือด แต่ผลที่ตามมาคือทำให้เกิดอาการคันได้ง่ายขึ้น ดังนั้นสำหรับคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เมื่อระบบไหลเวียนยังไม่คุ้นชิน พอถูกกระตุ้นปุ๊บ อาการคันก็ชัดปั๊บ
ทำไมมือใหม่ถึงคันมากกว่าคนที่วิ่งเป็นประจำ
ถ้าสังเกตให้ดี นักวิ่งที่ซ้อมเป็นประจำมักจะเจอปัญหานี้น้อยกว่า เพราะร่างกายปรับตัวได้แล้ว เส้นเลือดมีความยืดหยุ่น ระบบประสาทคุ้นเคยกับการขยายตัวของหลอดเลือด ในทางกลับกันคนที่เพิ่งเริ่มวิ่ง หรือหยุดไปนาน พอกลับมาวิ่งใหม่ร่างกายจะตอบสนองแรงกว่า จึงคันมากกว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้แปลว่าแพ้หรือป่วย เมื่อเราออกกำลังกายต่อเนื่องไปสักระยะ อาการนี้มักจะค่อย ๆ ลดลงเอง
แล้วคันแบบไหนปกติ แบบไหนที่ต้องระวัง?
อาการคันที่ถือว่าอยู่ในกลุ่มธรรมชาติ มักเป็นความรู้สึกยุบยิบ ๆ เหมือนเข็มจิ้มเบา ๆ มักเกิดในช่วงเริ่มวิ่ง 5- 15 นาทีแรก หลังจากนั้นเมื่อร่างกายเริ่มปรับตัว ระบบไหลเวียนเลือดเข้าที่มากขึ้น อาการก็มักจะค่อย ๆ ดีขึ้นเอง บางคนยิ่งวิ่งต่อกลับยิ่งหายคัน ที่สำคัญคือจะไม่มีผื่นลมพิษเป็นปื้นใหญ่ และเมื่อหยุดออกกำลังกาย อาการก็จะค่อย ๆ ทุเลาลง แบบนี้สามารถสบายใจได้ เพราะเป็นเพียงขั้นตอนการปรับตัวของร่างกายเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม แม้อาการวิ่งแล้วคันส่วนใหญ่จะไม่อันตราย แต่ถ้ามีสัญญาณบางอย่างเกิดขึ้นร่วมด้วยต้อง เพิ่มความระวังทันที เช่น มีผื่นลมพิษขึ้นเป็นปื้นชัดเจน หน้าหรือปากบวม รู้สึกแน่นหน้าอก หายใจลำบาก หรือเวียนหัวเหมือนจะเป็นลม อาการลักษณะนี้อาจเกี่ยวข้องกับภาวะแพ้ที่ถูกกระตุ้นจากการออกกำลังกาย (Exercise-induced allergy) ซึ่งพบได้ไม่บ่อย แต่จำเป็นต้องหยุดกิจกรรมและเข้ารับการประเมินจากแพทย์โดยเร็ว เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง
วิธีลดอาการคันเวลาวิ่ง
ก่อนจะวิ่งเราสามารถช่วยให้ร่างกายปรับตัวกับการเพิ่มขึ้นของการไหลเวียนเลือดได้ดีขึ้น ด้วยวิธีง่าย ๆ ต่อไปนี้
- วอร์มอัพก่อนเสมอ
การเริ่มจากการเดินเร็ว ขยับข้อมือ หรือวิ่งเบา ๆ จะช่วยให้หัวใจค่อย ๆ เพิ่มอัตราการเต้น หลอดเลือดจึงขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ลดการกระตุ้นปลายประสาทที่ทำให้เกิดความรู้สึกคัน
- เริ่มจากความหนักต่ำ
โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งเริ่มวิ่งหรือหยุดไปนาน การเร่งความเร็วทันทีอาจทำให้ร่างกายตอบสนองแรงขึ้น ลองคุมระดับความเหนื่อยให้อยู่ในช่วงที่ยังพูดคุยได้ จะช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดปรับตัวทัน
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
ยิ่งเว้นช่วงนาน พอกลับมาวิ่งใหม่อาการคันมักจะชัดขึ้น การขยับร่างกายต่อเนื่องเป็นประจำจะช่วยให้หลอดเลือดและระบบประสาทคุ้นเคยกับการเปลี่ยนแปลงนี้มากขึ้น และอาการจะค่อย ๆ ลดลง
- เลือกเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี
เหงื่อที่สะสม รวมถึงการเสียดสีของผิว อาจทำให้ผิวระคายเคืองและรู้สึกคันมากกว่าเดิม ควรเลือกเนื้อผ้าที่แห้งไว ไม่รัดแน่นเกินไป จะช่วยให้สบายตัวขึ้นระหว่างวิ่ง
- ดูแลผิวให้ชุ่มชื้น ผิวที่แห้งกร้านมักไวต่อสิ่งกระตุ้น การทามอยส์เจอไรเซอร์เป็นประจำจะสามารถช่วยลดความระคายเคือง และทำให้ความรู้สึกคันเบาลงได้ โดยเฉพาะในคนที่มีผิวแพ้ง่าย
เรื่องที่หลายคนเข้าใจผิด พร้อมคำแนะนำเมื่อวิ่งแล้วคันขา
เมื่อพูดถึงอาการวิ่งแล้วคัน หรือ ออกกำลังกายแล้วคันขา มักมีความเชื่อถูกส่งต่อกันมากมาย โดยเฉพาะประโยคที่ว่า “คันเพราะไขมันกำลังแตกตัว” ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่เป็นความจริง และยังไม่มีหลักฐานการแพทย์รองรับ ซึ่งสาเหตุของอาการวิ่งแล้วคันขา เกี่ยวข้องกับการขยายตัวของเส้นเลือดและการหลั่งฮีสตามีนที่ไปกระตุ้นปลายประสาท ไม่ได้เกี่ยวกับการเผาผลาญไขมันโดยตรง
อีกหนึ่งความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือคิดว่าอาการคัน เกิดจากความสกปรกหรือเหงื่อ แต่ในความเป็นจริงต่อให้อาบน้ำสะอาดแค่ไหน อาการวิ่งแล้วคันก็ยังเกิดขึ้นได้ เพราะต้นเหตุอยู่ที่ระบบไหลเวียนเลือดภายในร่างกาย ไม่ใช่ผิวด้านนอก
ในผู้หญิงเอง บางช่วงของรอบเดือนฮอร์โมนอาจทำให้ผิวไวต่อการกระตุ้นมากขึ้น จึงรู้สึกออกกำลังกายแล้วคันขาได้ง่ายกว่าปกติ รวมถึงคนที่มีพื้นฐานผิวแพ้ง่ายหรือเป็นภูมิแพ้เดิม ก็อาจรับรู้ความรู้สึกนี้ชัดกว่าเพื่อน การสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงของร่างกายตัวเอง จะช่วยให้จัดการอาการได้ดีขึ้น
หลายคนถามต่อว่า ถ้าวิ่งแล้วคันขามากต้องกินยาแก้แพ้ไหม? คำตอบคือโดยทั่วไปไม่จำเป็น หากเป็นเพียงอาการคันที่เกิดขึ้นช่วงแรก และค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อร่างกายปรับตัว การใช้ยาควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ โดยเฉพาะถ้าไม่มีอาการแพ้รุนแรงร่วมด้วย
แม้อาการวิ่งแล้วคันอาจทำให้เสียสมาธิหรือชวนหงุดหงิด โดยเฉพาะสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มออกกำลังกาย แต่จริง ๆ แล้วนี่คือหนึ่งในกระบวนการปรับตัวที่ธรรมชาติของร่างกายออกแบบไว้ เมื่อเราเข้าใจสาเหตุ รู้ว่าแบบไหนปกติ และแบบไหนที่ควรระวัง เพราะฉะนั้น ถ้าใครกำลังเจอกับอาการนี้อยู่บอกเลยว่ารู้แบบนี้แล้วไม่ต้องกังวลเกินไป วิ่งต่อได้สบาย ๆ และถ้าใครเคยมีประสบการณ์วิ่งแล้วคันเหมือนกัน มาเล่ามาแชร์กันได้นะ เผื่อเป็นประโยชน์และช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับนักวิ่งมือใหม่