กินคอลลาเจนให้ได้ผล ต้องกินตอนไหน

กินคอลลาเจนให้ได้ผล ต้องกินตอนไหน? 8 เรื่องที่หลายคนพลาด

          เชื่อว่าสาว ๆ หลายคนคงเคยมีคำถามว่า กินคอลลาเจนเวลาไหนดีที่สุด เพราะแม้จะกินทุกวันต่อเนื่องเป็นเดือนหรือเปลี่ยนมาหลายยี่ห้อแล้ว ก็ยังรู้สึกว่าผิวไม่ใสหรือไม่เห็นผลอย่างที่คาดไว้ ความจริงแล้ว การกินคอลลาเจนให้ได้ผล ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึง วิธีการกินคอลลาเจน การดูแลสุขภาพโดยรวม และความสามารถในการสร้างคอลลาเจนของร่างกายด้วย วันนี้ Helena Thailand จะพาไปหาคำตอบว่า คอลลาเจนช่วยอะไรบ้าง พร้อมแนะนำ 8 วิธีที่ช่วยให้การกินคอลลาเจนมีประสิทธิภาพมากขึ้น และหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดที่หลายคนอาจกำลังทำอยู่โดยไม่รู้ตัว

กินคอลลาเจนทุกวัน แต่ทำไมผิวยังไม่เปลี่ยน? เข้าใจก่อนว่าร่างกายดูดซึมคอลลาเจนอย่างไร

          คอลลาเจนเป็นโปรตีนสำคัญที่พบมากที่สุดในร่างกาย โดยมีสัดส่วนมากกว่า 30% ของโปรตีนทั้งหมด ทำหน้าที่ช่วยพยุงโครงสร้างของผิว กระดูก เส้นเอ็น ข้อต่อ และเนื้อเยื่อต่าง ๆ ให้แข็งแรง แต่เมื่ออายุเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหลังอายุประมาณ 25 ปี ร่างกายจะเริ่มสร้างคอลลาเจนลดลงตามธรรมชาติ จึงอาจเริ่มเห็นสัญญาณของผิวที่เปลี่ยนไป เช่น ผิวแห้ง ความยืดหยุ่นลดลง ริ้วรอยเริ่มชัดขึ้น หรือผิวดูไม่สดใสเหมือนเดิม

กินคอลลาเจนแต่ผิวไม่เปลี่ยน เกิดจากอะไร

          อย่างไรก็ตาม การกินคอลลาเจนไม่ได้หมายความว่าคอลลาเจนจะถูกส่งตรงไปเติมที่ผิวทันที เพราะเมื่อรับประทานเข้าไปแล้ว ร่างกายจะย่อยคอลลาเจนให้กลายป็นกรดอะมิโนและเปปไทด์ขนาดเล็กก่อน จากนั้นจึงนำไปใช้ซ่อมแซมและเสริมสร้างส่วนต่าง ๆ ของร่างกายตามความจำเป็น ไม่ได้เลือกไปที่ผิวเพียงอย่างเดียว

          ดังนั้น หากอยากกินคอลลาเจนให้ได้ผลดี จึงไม่ควรพึ่งอาหารเสริมอย่างเดียว แต่ควรดูแลสุขภาพโดยรวมควบคู่กัน ทั้งการกินโปรตีนให้เพียงพอ รับวิตามินซีจากผักผลไม้ พักผ่อนให้พอ ดื่มน้ำ และปกป้องผิวจากแสงแดด เพราะปัจจัยเหล่านี้ล้วนช่วยสนับสนุนการสร้างคอลลาเจนและลดการสลายคอลลาเจนในร่างกายได้ดียิ่งขึ้น

ทำไมกินคอลลาเจนทุกวัน แต่บางคนยังไม่เห็นผล?

          หลายคนกินคอลลาเจนต่อเนื่องทุกวัน แต่กลับรู้สึกว่าผิวยังไม่เปลี่ยนแปลง จนสงสัยคอลลาเจนไม่ได้ผลหรือไม่ ความจริงแล้ว การกินคอลลาเจนให้ได้ผล ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอาหารเสริมเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับสารอาหารที่ร่างกายได้รับ และพฤติกรรมการใช้ชีวิตแต่ละวันด้วย หากร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อการสร้างคอลลาเจน หรือยังมีปัจจัยที่เร่งการสลายคอลลาเจนอยู่เป็นประจำ ก็อาจทำให้ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง โดยมีสาเหตุที่พบได้บ่อย ดังนี้

1. กินคอลลาเจน แต่ได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ

          หลายคนเข้าใจว่ากินคอลลาเจนก็เพียงพอแล้ว แต่จริง ๆ แล้ว คอลลาเจนเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง เมื่อรับประทานเข้าไป ร่างกายจะย่อยให้กลายเป็นกรดอะมิโนก่อนนำไปใช้ตามความจำเป็น หากได้รับโปรตีนจากอาหารในแต่ละวันไม่เพียงพอ ร่างกายมักนำกรดอะมิโนไปใช้กับอวัยวะและระบบที่สำคัญก่อน เช่น การซ่อมแซมกล้ามเนื้อ การสร้างเอนไซม์ ฮอร์โมน และการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน จึงอาจเหลือวัตถุดิบสำหรับการสร้างคอลลาเจนในผิวหนังน้อยลง

กินคอลลาเจน แต่ได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ

          ดังนั้น นอกจากการกินคอลลาเจนแล้ว ควรได้รับโปรตีนคุณภาพดีให้เพียงพอในแต่ละวัน เช่น ไข่ ปลา อกไก่ นมและผลิตภัณฑ์จากนม เต้าหู้ ถั่วและธัญพืชต่าง ๆ เมื่อร่างกายได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอ ก็จะมีกรดอะมิโนสำหรับใช้ในกระบวนการต่าง ๆ รวมถึงการสร้างคอลลาเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

2. ขาดวิตามินซี ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญในการสร้างคอลลาเจน

          อีกหนึ่งสาเหตุที่หลายคนมองข้าม คือการได้รับวิตามินซีไม่เพียงพอ เพราะวิตามินเป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายใช้ในกระบวนการสร้างคอลลาเจน หากขาดวิตามินซี การสร้างเส้นใยคอลลาเจนอาจทำได้ไม่สมบูรณ์ นอกจากนี้ วิตามินซียังมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสียหายของเซลล์จากอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่เร่งการเสื่อมของคอลลาเจน จึงไม่น่าแปลกใจที่ผลิตภัณฑ์คอลลาเจนหลายชนิดมักมีการเติมวิตามินซีเข้ามาด้วย

ขาดวิตามินซี ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญในการสร้างคอลลาเจน

          แหล่งอาหารที่อุดมด้วยวิตามินซี ได้แก่ ฝรั่ง ส้ม กีวี สตรอว์เบอร์รี บรอกโคลี พริกหวาน คะน้า แม้ว่าการกินคอลลาเจนพร้อมวิตามินซีจะช่วยสนับสนุนกระบวนการสร้างคอลลาเจนของร่างกาย แต่สิ่งสำคัญคือการรับประทานอาหารให้หลากหลายและสมดุลควบคู่กันไป

3. ยังมีพฤติกรรมที่เร่งการสลายคอลลาเจนทุกวัน

          แม้จะกินคอลลาเจนเป็นประจำ แต่หากยังมีพฤติกรรมที่ทำลายคอลลาเจนอยู่ทุกวัน ก็อาจทำให้ผลลัพธ์ไม่ชัดเจนเท่าที่ควร ซึ่งพฤติกรรมที่ส่งผลให้คอลลาเจนเสื่อมเร็ว ได้แก่

  • นอนหลับไม่เพียงพอ หรือพักผ่อนไม่เป็นเวลา
  • ความเครียดสะสม
  • โดนแสงแดดหรือรังสี UV โดยไม่ป้องกัน
  • สูบบุหรี่
  • ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก
  • รับประทานอาหารหวานจัดเป็นประจำ
  • รับประทานอาหารแปรรูปในปริมาณมาก
พฤติกรรมที่เร่งการสลายคอลลาเจน

          โดยเฉพาะการได้รับน้ำตาลในปริมาณมากเป็นประจำ อาจทำให้เกิดกระบวนการ Glycation (ไกลเคชัน) ซึ่งเป็นการที่น้ำตาลจับกับโปรตีน เช่น คอลลาเจนและอีลาสติน ส่งผลให้เส้นใยคอลลาเจนแข็ง เปราะ สูญเสียความยืดหยุ่น และเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ ดังนั้น หากต้องการกินคอลลาเจนให้ได้ผล ไม่ควรพึ่งอาหารเสริมเพียงอย่างเดียว แต่ควรดูแลพฤติกรรมการใช้ชีวิตร่วมด้วย ทั้งการนอนหลับให้เพียงพอ กินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และทาครีมกันแดดทุกวัน เพราะปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีส่วนช่วยให้ร่างกายรักษาและสร้างคอลลาเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

8 วิธีกินคอลลาเจนให้ได้ผล ช่วยให้ร่างกายนำไปใช้ได้ดีขึ้น

          แม้อาหารเสริมคอลลาเจนจะเป็นตัวช่วยหนึ่งในการดูแลผิวจากภายใน แต่การกินคอลลาเจนให้ได้ผล ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว เพราะร่างกายยังต้องอาศัยสารอาหาร การพักผ่อน และพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เหมาะสมควบคู่กันด้วย หากอยากให้ร่างกายใช้คอลลาเจนได้เต็มประสิทธิภาพลองดู 8 วิธีต่อไปนี้

วิธีกินคอลลาเจนให้ได้ผล

1. เลือกคอลลาเจนที่ผ่านการย่อย หรือ Hydrolyzed Collagen

           คอลลาเจนชนิด Hydrolyzed Collagen หรือ Collagen Peptides เป็นคอลลาเจนที่ผ่านกระบวนการย่อยให้มีโมเลกุลเล็กลง ร่างกายจึงดูดซึมได้ง่ายกว่าคอลลาเจนโมเลกุลใหญ่ และเป็นรูปแบบที่มักถูกนำมาใช้ในงานวิจัยเกี่ยวกับสุขภาพผิว นอกจากนี้ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุปริมาณคอลลาเจนชัดเจน มีแหล่งผลิตน่าเชื่อถือ และผ่านการรับรองอย่างถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยในการรับประทานระยะยาว

2. กินคอลลาเจนอย่างสม่ำเสมอ มากกว่ายึดติดกับเวลา

          หลายคนสงสัยว่ากินคอลาเจนเวลาไหนดีที่สุด ระหว่างตอนเช้า ก่อนนอน หรือหลังอาหาร แต่ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าช่วงเวลาใดให้ผลดีกว่ากันอย่างแน่นอน สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ความสม่ำเสมอ ควรกินต่อเนื่องตามปริมาณที่ผลิตภัณฑ์แนะนำ ไม่กิน ๆ หยุด ๆ เพราะการดูแลผิวจากภายในต้องใช้เวลา และผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปตามร่างกายของแต่ละคน

3. กินคอลลาเจนคู่กับอาหารที่มีวิตามินซี

          วิตามินซีเป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายใช้ในกระบวนการสร้างคอลลาเจน และยังช่วยต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ดังนั้น หากอยากกินคอลลาเจนให้ได้ผล อาจเลือกกินควบคู่กับอาหารที่มีวิตามินซีตามธรรมชาติ เช่น ฝรั่ง ส้ม กีวี สตรอว์เบอร์รี บรอกโคลี พริกหวาน หรือคะน้า เพื่อช่วยสนับสนุนการสร้างคอลลาเจนของร่างกาย

4. รับประทานโปรตีนให้เพียงพอในแต่ละวัน

           แม้จะกินคอลลาเจนเสริมทุกวัน แต่หากร่างกายได้รับโปรตีนจากอาหารหลักไม่เพียงพอ ก็อาจทำให้มีวัตถุดิบในการสร้างคอลลาเจนไม่เต็มที่ เพราะคอลลาเจนก็เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่เมื่อย่อยแล้วจะกลายเป็นกรดอะมิโน ควรกินอาหารให้ครบมื้อ และเลือกแหล่งโปรตีนคุณภาพดี เช่น ปลา ไข่ อกไก่ นม เต้าหู้ ถั่ว และธัญพืชต่าง ๆ เพื่อให้ร่างกายมีสารอาหารเพียงพอสำหรับการซ่อมแซมและสร้างโปรตีนต่าง ๆ รวมถึงคอลลาเจน

5. ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้ผิวดูชุ่มชื้น

          การดื่มน้ำไม่ได้ช่วยเพิ่มคอลลาเจนโดยตรง แต่การได้รับน้ำเพียงพอช่วยให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้เป็นปกติ และช่วยให้ผิวดูชุ่มชื้น สุขภาพดี ไม่แห้งกร้านง่าย เพราะฉะนั้น การดูแลผิวจากภายในจึงไม่ใช่แค่การกินอาหารเสริม แต่ควรดูแลพื้นฐานของร่างกายควบคู่กันไปด้วย

6. นอนหลับให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูตัวเอง

          ช่วงเวลานอนหลับเป็นช่วงที่ร่างกายซ่อมแซมและฟื้นฟูส่วนต่าง ๆ หากพักผ่อนไม่เพียงพอเป็นประจำ อาจส่งผลต่อสมดุลฮอร์โมน ระบบภูมิคุ้มกัน และกระบวนการฟื้นฟูผิวในระยะยาว โดยทั่วไป ผู้ใหญ่ควรนอนประมาน 7-9 ชั่วโมงต่อคืน เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนและฟื้นฟูตัวเองอย่างเหมาะสม

7. ปกป้องผิวจากแสงแดดและรังสี UV

          รังสี UV เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้คอลลาเจนในผิวเสื่อมเร็วขึ้น และเป็นสาเหตุของผิวหมองคล้ำ จุดด่างดำ รวมถึงริ้วรอยก่อนวัย ดังนั้น ต่อให้กินคอลลาเจนทุกวัน แต่ถ้าละเลยการทาครีมกันแดด หรือโดนแดดจัดเป็นเวลานาน ผลลัพธ์เรื่องผิวก็อาจไม่ชัดเจนเท่าที่ควร ควรทาครีมกันแดดเป็นประจำ สวมหมวก ใช้ร่ม หรือหลีกเลี่ยงแดดจัดในช่วงกลางวัน เพื่อช่วยลดการทำร้ายคอลลาเจนในผิว 

8. ลดพฤติกรรมที่ทำลายคอลลาเจน

          การกินคอลลาเจนให้ได้ผลอาจทำได้ยากขึ้น หากยังมีพฤติกรรมที่เร่งการเสื่อมของคอลลาเจนเป็นประจำ เช่น สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป กินของหวานบ่อย พักผ่อนน้อย เครียดสะสม หรือกินอาหารแปรรูปมากเกินไป โดยเฉพาะน้ำตาล หากได้รับมากเป็นประจำ อาจกระตุ้นกระบวนการไกลเคชัน ทำให้คอลลาเจนและอีลาสตินในผิวเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ผิวจึงดูหย่อนคล้อยและเกิดริ้วรอยง่ายกว่าเดิม

กินคอลลาเจนเวลาไหนดีที่สุด? เช้าหรือก่อนนอน แบบไหนได้ผลกว่า

          อีกหนึ่งคำถามยอดฮิตของคนที่เริ่มดูแลผิวจากภายในคือ กินคอลลาเจนเวลาไหนดีที่สุด ควรกินตอนเช้า ก่อนนอน หรือหลังอาหารดี? ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันชัดเจนว่า การกินคอลลาเจนช่วงเวลาใดให้ผลดีกว่าอีกช่วงเวลาหนึ่งโดยตรง ดังนั้น สิ่งที่สำคัญกว่าการเลือกเวลา คือการกินคอลลาเจนอย่างสม่ำเสมอ ตามปริมาณที่ผลิตภัณฑ์แนะนำ และเลือกเวลาที่ตัวเองทำได้ต่อเนื่องทุกวัน สำหรับบางคนอาจเลือกกินตอนเช้าเพื่อให้ไม่ลืม หรือกินหลังอาหารเพื่อสบายท้องมากขึ้น ส่วนบางคนอาจเลือกกินก่อนนอน เพราะเป็นช่วงที่ทำเป็นกิจวัตรได้ง่าย ทั้งนี้สามารถเลือกได้ตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดว่าต้องเป็นเวลาใดเวลาหนึ่งเท่านั้น

กินคอลลาเจนแล้วเห็นผลเมื่อไหร่? ต้องกินนานแค่ไหนถึงเริ่มรู้สึก

          อย่างไรก็ตาม หากอยากกินคอลลาเจนให้ได้ผลควรดูแลสุขภาพควบคู่กันไปด้วย เช่น กินอาหารให้ครบหมู่ โดยเฉพาะโปรตีนและวิตามินซี ดื่มน้ำให้เพียงพอ พักผ่อนให้เพียงพอ พักผ่อนให้ดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำลายคอลลาเจน เช่น นอนดึก สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป หรือกินหวานจัดเป็นประจำ

กินคอลลาเจนแล้วเห็นผลเมื่อไหร่? ต้องกินนานแค่ไหนถึงเริ่มรู้สึก

          ผลลัพธ์ของการกินคอลลาเจนอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุ สภาพผิวสุขภาพโดยรวม ปริมาณคอลลาเจนที่รับประทาน อาหารในแต่ละวัน การพักผ่อน และพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยทั่วไป งานวิจัยบางส่วนพบว่า การรับประทานคอลลาเจนเปปไทด์ อย่างต่อเนื่องประมาณ 8-12 สัปดาห์ อาจช่วยเรื่องความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น และความเรียบเนียนของผิวในบางกลุ่มตัวอย่างได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเห็นผลเท่ากัน หรือเห็นผลชัดเจนภายในเวลาเดียวกัน

กินคอลลาเจนเวลาไหนดีที่สุด? เช้าหรือก่อนนอน

          ดังนั้น หากอยากกินคอลลาเจนให้ได้ผล ควรรับประทานอย่างสม่ำเสมอตามปริมาณที่แนะนำ เลือกคอลลาเจนที่เหมาะสม และดูแลสุขภาพควบคู่กันไปด้วย เช่น กินโปรตีนให้เพียงพอ รับวิตามินจากผักผลไม้ ดื่มน้ำ พักผ่อนให้พอ และปกป้องผิวจากแสงแดด

          สุดท้ายแล้ว การกินคอลลาเจนให้ได้ผลไม่ได้ขึ้นอยู่กับอาหารเสริมเพียงอย่างเดียว แต่ควรรับประทานอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการดูแลสุขภาพโดยรวมทั้งการกินอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำลายคอลลาเจน เพื่อช่วยให้ร่างกายสร้างและรักษาคอลลาเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

SHARE

RELATED POSTS